Friday, August 22, 2014

กาฬเกษ


ณ เมืองพาราณสี มีกษัตริย์นามว่าสุริวงษ์ และมเหสีนามว่า กาฬ ปกครอง และท้าวสุริวงษ์มี ม้ามณีกาบ ซึ่งเป็นม้าวิเศษเป็นพาหนะคู่บารมี ครั้งหนึ่งท้าวสุริวงษ์ได้ลามเหสีและชาวเมืองไปเรียนวิชาอาคม โดยมีม้ามณีกาบเป็นพาหนะไปพบกับพญาครุฑ และยักษ์กุมภัณฑ์ ต่อมาได้เป็นสหายกันและพระองค์ ก็เรียนศาสตระศิลป์กับพระฤาษีจนสำเร็จแล้วกลับมาปกครองเมืองต่อไป
     เมื่อท้าวสุริวงษ์กลับมาครองเมืองแล้ว ก็ต้องการจะมีบุตรชาย เพื่อเอาไว้สืบราชสมบัติแทนพระองค์ ดังนั้นจึงทำพิธีขอลูกกับพระอินทร์ฯ ก็ได้ส่ง เทพบุตรกับเทพธิดาลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ เพื่อให้เป็นคู่สามีภรรยากัน โดยเทพบุตรองค์หนึ่งมาเกิดในท้อง นางกาฬมเหสีของท้าวสุริวงษ์ เมื่อนางกาฬประสูติออกมาเป็นชาย ชื่อว่ากาฬเกษ
กาฬเกษกุมารนี้ได้เจริญเติบโต มาเป็นลำดับ ครั้งหนึ่งเข้าไปเล่นในโรงม้า อันเป็นที่อยู่ของม้ามณีกาบ ได้แอบขึ้นขี่ม้าแล้วม้ามณีกาบก็พากาฬเกษกุมารเหาะไปในอากาศออกจากเมืองมุ่งเข้าป่าหิมพานต์     ขณะที่ท้าวกาฬเกษหนีออกจากเมืองนั้น ได้พบกับนกสาริกาคู่หนึ่ง จึงได้สั่งความให้กลับไปบอกท้าวสุริวงษ์ด้วยว่าจะออกไปเที่ยวในป่าถึง 3 ปี แล้วจะกลับมา
เมื่อสั่งความแล้วก็เดินทางต่อไปจนเข้าเขตเมืองผีมนต์ของท้าวผีมนต์ และนางมาลีทอง ได้พักอยู่นอกเมืองพบกับชาวเมืองที่ออกมาหาฟืนแล้วได้ทราบว่าท้าวผีมนต์มีลูกสาวสวยชื่อ

มาลีจันทน์  จึงพยายามจะไปพบนางในสวนดอกไม้ เมื่อนางมาลีจันทน์มาชมสวน ท้าวกาฬเกษจึงเข้าไปหาแล้วชอบพอรักใคร่กัน ดังนั้นเมื่อตอนกลางคืนจึงแอบเข้าไปหานางเป็นเวลานาน ต่อมาท้าวผีมนต์สืบได้จึงทำหอกยนต์ดักยิง ขณะที่ท้าวกาฬเกษแอบเข้าไปนั้น
พระองค์ได้ถูกหอกยนต์ตายลง แต่ก่อนจะตายท้าวเธอได้สั่งว่าอย่าเผาศพ ให้เอาใส่แพลอยน้ำไป นางมาลีจันทน์ ได้ปฏิบัติตามที่ท้าวกาฬเกษสั่งทุกประการ ศพของท้าวกาฬเกษลอยทวนกระแสน้ำจนไปถึงอาศรมพระฤาษี แล้วพระฤาษีมาพบเข้าจึงร่ายมนต์ชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมา ท้าวกาฬเกษคืนมาแล้วจึงเรียนศาสตระศิลป์อยู่กับพระฤาษี

จนสำเร็จแล้วลาพระฤาษีกลับไปหานางมาลีจันทน์ใหม่ ท้าวผีมนต์ทราบข่าวอีกจึงเกิดรบกันในที่สุด ท้าวผีมนต์จึงแพ้ยกเมืองและลูกสาวคือนางมาลีจันทน์ให้แก่ท้าวกาฬเกษ ๆ อยู่ที่นั่นไม่นานก็พานางมาลีจันทน์เดินทางต่อไปอีก ในการเดินทางต่อนี้ ยักษ์หลายเมืองเช่น ยังษ์ชื่อสาระกัน, ชื่อคันธะยักษ์ และยักษ์ขีนีสาระกาย ต่างต้องการจะให้ท้าวกาฬเกษอยู่ครองเมือง แต่ท้าวกาฬเกษยังต้องการเดินทางต่อไป หลังจากเดินทางตามที่ต้องการแล้ว ในที่สุด
ท้าวกาฬเกษก็รับนางมาลีจันทน์ ไปครองเมืองพาราสี สืบต่อไป

………………….

ตำนานจระเข้ยักษ์แห่งวังสามหมอ จ.อุดรธานี

ตำนานจระเข้ยักษ์แห่งวังสามหมอ จ.อุดรธานี

วังสามหมอ หนองน้ำใสสะอาดท่ามกลางป่าทึบและขุนเขา มีตำนานเก่าแก่สืบต่อกันมาว่า

นานมาแล้ว เจ้าเมืองท่าขอนยางมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ คำบางเธอเลี้ยงลูกจระเข้ไว้เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เยาว์วัย ตั้งชื่อให้จระเข้แสนรักว่า บักเฮ้า

วันเวลาผ่านไป คำบางเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามมาก บักเฮ้าก็ตับใหญ่เท่าประทุน(หมายถึง หลังคารูปโค้งคุ่มตามรูปเกวียน รถ หรือเรือ)เกวียน บักเฮ้ามีนิสัยเชื่อง รักนายสาวของมันมาก ให้ขี่หลังพาท่องเที่ยวไปตามลำน้ำชีอยู่เสมอๆ

วันหนึ่งในฤดูน้ำหลาก ขณะที่บักเฮ้าว่ายน้ำพาคำบางออกท่องเที่ยวเหมือนเช่นเคย บังเอิญจระเข้ป่าดุร้ายต่างถิ่นสองตัวล่องลงมาหากินแถบลำน้ำชี เห็นคำบางก็ตรงรี่เข้าไป หมายจะจับกิน

บักเฮ้าเข้าต่อสู้ขัดขวางจระเข้ป่าเพื่อปกป้องคำบางจนสุดกำลัง แต่ไม่อาจต้านทานจระเข้ป่าหิวโซที่โถมเข้าทำร้ายอย่างบ้าคลั่งได้ บักเฮ้าจึงตัดสินใจคาบคำบางโผทะยานหนีเข้าฝั่ง

เมื่อบักเฮ้าวางคำบางลงริมฝั่ง เธอกลับนอนแน่นิ่งสิ้นลมหายใจเสียแล้ว บักเฮ้าโศกเศร้ามากที่เจตนาดีของตนกลับทำให้นายสาวที่รักยิ่งต้องตาย

บักเฮ้าทั้งเสียใจทั้งกลัวเจ้าเมืองจะลงโทษเพราะความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เกินกว่าที่จะอธิบายให้มนุษย์เข้าใจได้ บักเฮ้าจึงจำใจกลืนคำบางลงท้องไปเพื่อปกปิดความผิด

จากนั้นบักเฮ้าก็หนีซมซานขึ้นไปทางตอนเหนือของลำน้ำปาว ลำน้ำช่วงใดคอดแคบก็หนีขึ้นบกตะลุยเข้าป่าเรื่อยไป จนมาถึงหนองน้ำกว้างใหญ่เป็นห้วงลึกแห่งหนึ่ง จึงกบดานอยู่ก้นหนองน้ำนั้น

เมื่อเจ้าเมืองท่าขอนยางรู้ว่าบักเฮ้ากลืนกินคำบางแล้วหลบหนีไปก็โกรธแค้นมาก ประกาศหาหมอปราบจระเข้มาไล่ล่าบักเฮ้าจระเข้อกตัญญูให้จงได้

ขณะนั้น หมอปราบจระเข้ผู้มีอาคมเก่งกล้าสามคนขออาสาเป็นผู้นำคณะออกตามล่าบักเฮ้า ระหว่างทางพบรอยหลุบ(หมายถึง จมลงในดิน)ตีนจระเข้ขนาดใหญ่ จึงตามรอยไปจนกระทั่งพบหนองน้ำที่บักเฮ้าซ่อนตัวอยู่

หมอปราบจระเข้คนแรกนั่งแพไม้ไผ่ไปกลางน้ำพร้อมกับร่ายมนต์เรียกจระเข้ ฉับพลันบักเฮ้าก็โผขึ้นจากเบื้องล่าง สะบัดงับแพจนเอียงล่ม แล้วงาบหมอปราบจระเข้เข้าปากทันที หมอปราบจระเข้คนที่สองก็เสียทีเป็นเหยื่อของบักเฮ้าด้วยวิธีเดียวกันนี้

หมอปราบจระเข้คนที่สามเป็นหญิง แต่เฉลียวฉลาดเก่งกล้าสามารถ เธอเตรียมเชือกหนังยาว 5 เส้น(ชื่อมาตราวัด 1 เส้น เท่ากับ 20 วา เท่ากับ 40 เมตร ดังนั้น 5 เส้น เท่ากับ 200 เมตร) ทำจากหนังควาย 20 ตัว เชือกด้านหนึ่งมัดพันรอบต้นประดู่ใหญ่ริมฝั่ง ส่วนอีกด้านผูกติดกับฉมวกที่มีปลายแหลมทั้งสองด้าน

จากนั้นต่อแพขนาดเล็กที่ทำด้วยหยวกกล้วย เอาฉมวกที่มัดเชือกหนังแทงทะลุแพไปในน้ำครึ่งเล่ม เสร็จแล้วก็ร่ายมนต์เรียกจระเข้ขึ้นมา

เมื่อบักเฮ้าถูกมนต์เรียกก็โผขึ้นมาหมายจะคว่ำแพเหมือนเช่นเคย แต่ทันทีที่มันอ้าปากใหญ่งับแพ ฉมวกแหลมก็เสียบทะลุปากบนและล่าง มันเจ็บปวดดิ้นทุรนทุรายน้ำกระจายแตกพล่าน

ผู้คนช้วยกันดึงเชือกลากจระเข้ขึ้นฝั่ง บักเฮ้ายื้อยุดสุดกำลัง แต่เมื่อเห็นเจ้าเมืองท่าขอนยางบนฝั่งก็เศร้าโศกสำนึกผิดที่ตนก่อขึ้น ยอมให้ลากดึงร่างมหึมาขึ้นเกยฝั่งโดยดี เจ้าเมืองท่าขอนยางสั่งให้ฆ่าบักเฮ้าและผ่าท้องนำกระดูกธิดาคำบางและศพหมอปราบจระเข้ทั้งสองไปบำเพ็ญกุศล

ภายหลังเจ้าเมืองท่าขอนยางและชาวบ้านรู้ความจริงว่าที่บักเฮ้าทำไปเพราะตั้งใจปกป้องคำบาง จึงนำกระดูกขากรรไกรของบักเฮ้ามาทำเป็นบันไดขึ้นธรรมาสน์(อ่านว่า ทำ-มาด หมายถึงที่สำหรับพระภิกษุสามเณรนั่งแสดงธรรม) เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจและไถ่บาปที่ได้ล่วงเกินกระทำต่อกันไว้

บริเวณที่พบรอยหลุบตีนจระเข้ ภายหลังมีคนมาตั้งบ้านเรือนจึงเรียกว่า บ้านหลุบตีนแข่ต่อมาเหลือเพียง บ้านหลุบหนองน้ำที่พบบักเฮ้าได้ถูกเรียกขานว่า วังสามหมอทั้งที่เนื่องจากต้องใช้หมอปราบจระเข้ถึงสามคนจึงจะปราบได้สำเร็จ จบ.